วันนี้ (16/2) ได้รับแจ้งจากพี่สุเรียนว่าข้าวนาปลูกแตกกอแล้วไม่มีปัญหาอะไร ส่วนนาหว่านยังไม่แตกกอเพราะระยะวันน้อยกว่า แต่เจอปัญหาขอบใบเหี่ยว และได้สอบถามนักวิชาการแล้วคาดว่าจะเป็นโรคจากเชื้อราในดินยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคใบไหม้หรือเปล่าเพราะมีลักษณะเข้าข่ายเป็นคล้ายโดนหนอนใบห่อ แต่ก็ค้นหาตัวหนอนไม่เจอ และถอนดูรากก็ปกติไม่ถูกทำลาย
จึงนำเอาข้อมูลโรคใบไหม้มาเก็บไว้ก่อนเพื่อศึกษาค้นคว้าต่อไป
โรคไหม้ (Rice Blast)
พบมากใน นาน้ำฝน ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไวต่อช่วงแสง พบส่วนใหญ่ใน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และ ภาคใต้
สาเหตุ เชื้อรา Pyricularia grisea Sacc.
อาการ
ระยะกล้า ใบมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของแผลประมาณ 2-5 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 10-15 มิลลิเมตร แผลสามารถขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้าโรครุนแรงกล้าข้าวจะแห้งฟุบตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้
ระยะแตกกอ อาการพบได้ที่ใบ ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ที่บริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และมักหลุดจากกาบใบเสมอ
ระยะคอรวง (ระยะออกรวง) ถ้าข้าวเพิ่งจะเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวง ทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายมาก
การแพร่ระบาด พบโรคในแปลงที่ต้นข้าวหนาแน่น ทำให้อับลม ถ้าใส่ปุ๋ยสูงและมีสภาพแห้งในตอนกลางวันและชื้นจัดในตอนกลางคืน น้ำค้างยาวนานถึงตอนสายราว 9 โมง ถ้าอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิประมาณ 22-25 oC ลมแรงจะช่วยให้โรคแพร่กระจายได้ดี
เตือนระวังโรคขอบใบแห้งในนาข้าว
เกษตรอำเภอเมืองพะเยา เตือนชาวนา ระวังโรคขอบใบแห้งในนาข้าวระบาด พร้อมแนะ หากเกิดโรคดังกล่าว ควรงดใส่ปุ๋ยยูเรีย
นางอำไพ สุวรรณอาสน์ เกษตรอำเภอเมืองพะเยา แจ้งว่าในช่วงที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง มักจะพบการระบาดของโรคขอบใบแห้ง โดยเฉพาะข้าวที่อยู่ในระยะแตกกอ และใส่ปุ๋ยไนโตรเจน หรือปุ๋ยยูเรียมาก จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวรุนแรง ทั้งนี้โรคขอบใบแห้งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการของโรค จะมีลักษณะช้ำที่ขอบใบล่าง ต่อมา 7-10 วัน จุดช้ำจะขยาย เป็นทางสีเหลือง ยาวตามใบข้าว ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว แผลอาจมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลม ๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด หลุดไปตามน้ำหรือน้ำฝน ซึ่งจะทำให้โรคระบาดมากขึ้น บางกรณีเชื้อจะเข้าทำลายในบริเวณใบมาก ส่งผลให้ต้นข้าวเหี่ยวเฉา และตายอย่างรวดเร็ว เรียกอาการของโรคในระยะนี้ว่า ครีเสก
เกษตรอำเภอเมืองพะเยา กล่าวแนะถึงการป้องกันโรคดังกล่าวว่า เกษตรกรไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น เพราะจะทำให้โรคระบาดอย่างรวดเร็ว เกษตรกรควรหมั่นตรวจสอบในนาข้าวที่ปลูกข้าวขาวมะลิ 105 ,กข.6 ,ข้าวเหนียวสันป่าตอง และพันธุ์พิษณุโลก 2 ควรตรวจแปลงนาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หากพบโรคดังกล่าวควรใช้สารป้องกันกำจัด เช่น คาโนรอล,แคงเกอร์เฮ็ก,ฟังดูราน และฟูจิวัน หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ โทร.0-5448-0082 ในวัน เวลาราชการ
จากการได้สัมผัสกับการปลูกข้าวของจริงแล้วกลับมีความรู้สึกผูกพันธ์อยากกลับไปสัมผัสอยู่ร่ำไป และทำให้ได้เรียนรู้ว่าการทำนาไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากคือจัดการให้ยั่งยืน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลูกข้าวเส้นเดียว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลูกข้าวเส้นเดียว แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ดูความคืบหน้านาข้าว
หลังจากปลูกข้าวต้นเดียวทิ้งไว้เมื่อปลายเดือนที่แล้ว (24, มกราคม) ใช้คำว่าทิ้งถูกต้องที่สุดเพราะปลูกเสร็จก็กลับ กทม. ปล่อยให้พี่สุเรียน, พี่กวง พี่ตา และพี่เพ็ญ ดูแลไป และได้ทราบมาว่าการดูแลดีมาก พี่ตา กับพี่เพ็ญต้องตื่นไปเก็บหอยเก็บปูทุกคืน และดูน้ำเพราะมีปลาไหลเจาะคันกั้นน้ำ ทำให้น้ำรั่วไหลไปที่อื่น
ส่วนพี่สุเรียนก็ไปตรวจไปให้คำแนะนำปิด เปิดน้ำเข้าแปลงนาไม่ขาดระยะ ทำให้เรารู้สึกว่าคราวนี้ไม่ได้ช่วยอะไรมากเลยนอกจากสนับสนุนเงินทุนซื้อโน่นนี่เพื่อให้งานเดินไปด้วยดี ก็ขอขอบคุณผู้ที่กล่าวไว้ ณ โอกาสนี้
เมื่อวาน (5, กุมภาพันธ์) จึงเดินทางไปน่านอีกครั้งประเภทไปถึงเช้าเย็นก็กลับเพื่อมาทำงานต่อวันอาทิตย์ จึงเป็นการเดินทางอันหฤโหด ทำให้ได้เชื้อหวัดเพิ่มเติม วันนี้ยังเมื่อยเนื้อตัวและตัวรุม ๆ ไอ จาม ตลอดทั้งวัน แต่ก็รวบรวมรูปภาพเพื่อนำมาบันทึกไว้ก่อน
เริ่มแรกเช้าเมื่อไปถึงสถานีขนส่งน่านก็นั่งรถสองแถวรอบเวียงไปลงที่บ้านก่อนคนละ 20 บาท และยืนคุยกับพี่กวงที่กำลังง่วนกับการปิ้งหมูขายตอนเช้าจนกว่าจะเรียบร้อยก็ 10 โมงเช้า แต่วันนี้เตรียมวัถตุดิบเพื่อทำคั่วหน่อไม้ดองไปฝากพรรคพวกที่ กทม. เลยทำให้ล่าช้าไปเกือบ 11 โมง จึงเดินทางไปที่แปลงนาห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร
เมื่อไปถึงพี่ตากำลังสูบน้ำออกจากสระปลาที่คนเก่าเขาทำไว้ ก็ไปดูกับเขาสักนิดหนึ่ง ด้วยเครื่องขนาดเล็กสำหรับรดน้ำต้นไม้ และสูบน้ำเข้านา แต่ก็นำมาใช้สูบน้ำออกจากสระได้เป็นอย่างดี เครื่องรุ่นนี้อึดมาก และเปิดเครื่องตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึงบ่ายสองน้ำแห้งขอดให้จับปลาได้ แต่ปลาตัวใหญ่มากทำให้ไม่มีใครกล้ากิน และนำไปขายก็คงขายไม่ออก เพราะมันใหญ่เกินไปคิดว่าคงต้องเอาไปปล่อยแม่น้ำน่านเป็นแน่
ได้พูดคุยกับพี่สุเรียนแล้วบอกว่าข้าวที่ปลูกได้ผลดี เสียหายน้อย เพราะมีการจัดการน้ำได้ดี (ศปภ. น่าจะมาดูงานเพื่อเอาไปเป็นแบบอย่างในปีหน้าหากน้ำท่วม กทม.) เทียบกับศูนย์อื่นที่ประสบปัญหาชาวบ้านบางคนยังคุ้นเคยกับการเพาะปลูกแบบเดิม ๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องน้ำ อาจจะได้ผลผลิตต่ำ และที่นี่ก็คาดว่าจะได้ประมาณ 3-40% เท่านั้นเมื่อเทียบกับนาปี แต่เป็นอย่างไรก็ต้องดูกันอีกที
และแปลงนาข้าวหอมนิลกลับยืนต้นถอดยอดได้ดีกว่าข้าวหอมสกลซึ่งอาจจะเป็นเพราะข้าวกล้าหอมนิลยังสดอายุ 15 วันได้ลงแปลงเลยตั้งตัวได้ดีกว่า ส่วนหอมสกลที่นำมาก็เหลืองแล้วมีตายไปบ้าง แต่ก็มีแปลงที่หว่านเผื่อไว้นำมาซ่อมแซมส่วนที่เสียหายไปได้
ส่วนแปลนาหอมสกลก็ออกยอดใหม่แล้วแต่ต้นยังเล็ก ๆ ดูแล้วน่าเป็นห่วงกว่าหอมนิล อีกประมาณ 15 วันคงเป็นแตกกอ ซึ่งตอนนี้พี่สุเรียนได้สั่งให้ทำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยเพื่อเพิ่มและกระตุ้นปริมาณไนโตรเจนในดิน ปกติชาวนามักจะหว่านปุ๋ยน้ำตาลหรือปุ๋ยยูเรีย แต่เราจะใช้ฮอร์โมนจากหน่อยกล้วย โดยแนะนำให้เก็บหน่อต้นกล้วยก่อนพระอาทิตย์ทอแสง ไม่ใช่เคล็ดแต่เป็นวิทยาศาตร์เพราะช่วงกลางคืนต้นกล้วยจะสะสมปริมาณสารอาหารต่าง ๆ และเมื่อต้องแสงอาทิตย์จะทำให้สารอาหารฮอร์โมนถูกปล่อยผ่านทางปากใบ
และช่วงเข้าตั้งท้องจะใช้ฮอร์โมนเปลือกไข่เพื่อเพื่อเพิ่มปริมาณแคลเซียม และโปรตีน เลยนำไข่ไก่มา 5 กิโลกรัมเพื่อผสมกากน้ำตาล 5 กิโลกรัมและหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 กิโลกรัม, วันนี้โทรไปก็ได้ยินเสียงตำเปลือกไข่ สับหน่อยกล้วยกันครึกครื้น
จากที่เดินไปถ่ายรูปต้นข้าวแปลงนาสักพักก็กลับไปดูเขาจับปลากันอีก ได้ปลาดุกประมาณ 5-60 ตัวและปลาสวายอีกประมาณ 3-40 ตัว ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรกันบ้างเพราะมันเยอะมาก และมากเกินไปสำหรับพวกเราคงต้องปล่อย ๆ ไปบ้างแหละ... และขออโหสิกรรมกับการกระทำในครั้งนี้ไว้ ณ โอกาสนี้
พอบ่าย 4 โมงเย็นเศษ เราก็กลับข้าวในเมืองเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำคั่วหน่อไม้ดอง และไปซื้อของฝาก กลับมาเติมท้องให้เต็มก่อนที่จะหลับยาวเมื่อขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ กทม. ให้ทันทำงานวันรุ่งขึ้น งานนี้เราคุยกันเล่น ๆ ว่าครั้งหน้าจะเดินทางด้วยเครื่องไปน่านเพื่อดูแปลงนาแล้วเย็นก็กลับ น้อง ๆ ที่ทำงานว่างานนี้จะไม่ขาดทุนยับเยินหรือ เราก็บอกว่าไม่ขาดทุนเพราะจะขายข้าวกิโลกรัมละ 120 บาท อย่างน้อยก็บังคับพนักงานซื้อคนละ 1 กิโลกรัมเพื่อเป็นปฐมฤกษ์... สวัสดีครับ
ประมวลภาพ
ส่วนพี่สุเรียนก็ไปตรวจไปให้คำแนะนำปิด เปิดน้ำเข้าแปลงนาไม่ขาดระยะ ทำให้เรารู้สึกว่าคราวนี้ไม่ได้ช่วยอะไรมากเลยนอกจากสนับสนุนเงินทุนซื้อโน่นนี่เพื่อให้งานเดินไปด้วยดี ก็ขอขอบคุณผู้ที่กล่าวไว้ ณ โอกาสนี้
| พี่สุเรียน วงศ์เป็งกำลังให้คำแนะนำเรื่องน้ำ |
| บรรยากาศเช้า ๆ ในตัวเมืองน่านพระอาทิตย์ขึ้นกลางถนนเลย |
| เครื่องสูบน้ำตัวเล็ก 6.5 แรงม้า แต่อึดมากราคาประหยัดทั้งเซ็ตสามารถนำไปสูบน้ำได้อยู่ที่ 6,800 บาท |
| เทียบให้เห็นว่าปลาตัวโตขนาดไหน เป็นปลาดุกรัสเซียเลี้ยงมาหลายปีแล้ว |
และแปลงนาข้าวหอมนิลกลับยืนต้นถอดยอดได้ดีกว่าข้าวหอมสกลซึ่งอาจจะเป็นเพราะข้าวกล้าหอมนิลยังสดอายุ 15 วันได้ลงแปลงเลยตั้งตัวได้ดีกว่า ส่วนหอมสกลที่นำมาก็เหลืองแล้วมีตายไปบ้าง แต่ก็มีแปลงที่หว่านเผื่อไว้นำมาซ่อมแซมส่วนที่เสียหายไปได้
| หอมนิลเจอตั๊กแตนไปหลายตัว ต้นนี้สองตัวอีกต้นหนึ่ง 3 ตัว แต่ก็เรียบร้อยโรงเรียนชาวนากลายเป็นเหยื่อตกปลาไปแล้ว |
และช่วงเข้าตั้งท้องจะใช้ฮอร์โมนเปลือกไข่เพื่อเพื่อเพิ่มปริมาณแคลเซียม และโปรตีน เลยนำไข่ไก่มา 5 กิโลกรัมเพื่อผสมกากน้ำตาล 5 กิโลกรัมและหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 กิโลกรัม, วันนี้โทรไปก็ได้ยินเสียงตำเปลือกไข่ สับหน่อยกล้วยกันครึกครื้น
| ข้าวหอมสกลที่แตกยอดใหม่เป็นสัญญานว่ารอดแน่ ๆ แต่ก็ลุ้นต่อไปว่าจะรอดจากปากหอยปากปูหรือไม่ แถมยังเจ้าตั๊กแตนอีก |
พอบ่าย 4 โมงเย็นเศษ เราก็กลับข้าวในเมืองเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำคั่วหน่อไม้ดอง และไปซื้อของฝาก กลับมาเติมท้องให้เต็มก่อนที่จะหลับยาวเมื่อขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ กทม. ให้ทันทำงานวันรุ่งขึ้น งานนี้เราคุยกันเล่น ๆ ว่าครั้งหน้าจะเดินทางด้วยเครื่องไปน่านเพื่อดูแปลงนาแล้วเย็นก็กลับ น้อง ๆ ที่ทำงานว่างานนี้จะไม่ขาดทุนยับเยินหรือ เราก็บอกว่าไม่ขาดทุนเพราะจะขายข้าวกิโลกรัมละ 120 บาท อย่างน้อยก็บังคับพนักงานซื้อคนละ 1 กิโลกรัมเพื่อเป็นปฐมฤกษ์... สวัสดีครับ
ประมวลภาพ
วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555
พันธุ์ข้าวเมืองน่าน
ช่วงนี้ก็ดูข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวเหมือนคนบ้า งานหลักยังไม่ได้แตะเลยหลังกลับจากน่าน แต่ก็ขอสักวันต่อเนื่องตามไฟที่กำรังประทุ
สืบเนื่องจากการปลูกข้าวโดยไม่รู้อะไรแม้แต่นิด มิหนำซ้ำเราพูดฟุ้งเสียจนชาวบ้านที่มาช่วยปลูกเชื่อว่ารู้จริงเสียอีก เราปลูกข้าวไม่ตัดยอดชาวบ้านยังไม่ทักสักนิดเพราะคิดว่าเรารู้ดี จำต้องกลับมาหาข้อมูลเพื่อให้การทำนาถูกต้องหรือได้ผลผลิตตามที่คาดหวัง
ตอนนี้ปลูกข้าวเจ้าหอมนิลไว้แปลงเล็ก ๆ ใช้ต้นกล้าไป 5 กำ ประมาณ 200 ต้นกว่า ๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งปลูกข้าวหอมสกล ที่เป็นข้าวพื้นถิ่นน่านแต่ได้ชื่อไกลแสนไกล สืบไปมาแล้วเป็นข้าวที่ถูกปลูกจนถือว่าเป็นข้าวพื้นถิ่นเหมาะต่อสภาพของจังหวัดน่าน และได้พบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของศูนย์เรียนรู้โจ้โก้ จังหวัดน่านเลยนำมาเก็บไว้เพื่อเป็นข้อมูลเรียนรู้ต่อไป (ผู้เขียน- พิมลพรรณ สกิดรัมย์)
พันธุ์ข้าวที่นิยมในเมืองน่าน หลัก ๆ ประกอบด้วย พันธุ์ กข 6 กข 10 สันป่าตอง 1 รองลงมาก็เป็น 3 พันธุ์ที่ได้รับการทดลองปลูกและปรับเข้ากับสภาพพื้นถิ่นของจังหวัดน่าน พันธุ์เหนียวหวัน1 พันธุ์หอมสกล และพันธุ์เหนียวมะลิหอม
พันธุ์เหนียวหวัน 1 มากจากความพยายามของนายหวัน เรืองตื้อ เกษตรกรนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว บ้านหาดเค็ด ตำบลเมืองจัง กิ่ง อ.ภูเพียง จังหวัดน่าน โดยนำพันธุ์ข้าง 2 พันธุ์มาผสมกัน คือ พันธุ์หอมทุ่ง และพันธุ์ กข 6 และทำการคัดเลือกถึง 8 ฤดูปลูกจึงได้พันธุ์ข้าวเหนียวหวัน 1 ที่ตรงตามความต้องการ พันธุ์เหนียวหวัน1 มีจุดเด่นคือ ลำต้นแข็งแรง แตกกอสูง เมล็ดต่อรวงสูง ลักษณะเมล็ดไม่เรียวมาก หอม หุงกินอร่อย หลังจากกระจายพันธุ์นี้มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ได้รับความนิยมอย่างมาก
พันธุ์หอมสกล เป็นพันธุ์ข้าวที่กลุ่มเกษตรกรโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง ตำบลยม อำเภอท่าวังผา นำมาคัดเลือกพันธุ์ จนกระทั้งปรับเข้ากับสภาพพื้นที่ ได้รับความนิยมในพื้นที่ที่ปลูกพืชหลังนา เพราะพันธุ์นี้เป็นข้าวอายุสั้น หากนำไปปลูกต้องระวังนก เพราะถ้าปลูกในจำนวนไม่มากนกจะกินเสียหายเพราะข้าวพันธุ์นี้มีความหอมมาก นอกจากนั้นเมล็ดยังเรียวสวยกินนุ่มอร่อย
พันธุ์เหนียวมะลิหอม เริ่มได้รับความนิยมหลังจากที่แกนนำเกษตรกรฮักเมืองน่านบ้านม่วงตึ้ดนำมาแลกเปลี่ยนในเครือข่าย จากการสืบประวัติพบว่า พันธุ์นี้ได้รับการปรับปรุงและคุดเลือกพันธุ์โดยอาจารย์มงคล พุทธวงค์ ราชมงคลล้านนาน่าน ซึ่งท่านอาจารย์เองเป็นคนม่วงตึ้ดและนำไปให้ครอบครัวและญาติปลูกจนได้รับความนิยม ทางเครือข่ายได้นำมาขยายผลต่อเนื่อง คุณลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้เกือบคล้ายคลึงกับหอมมะลิซึ่งเป็นข้าวจ้าว ต่างกันตรงที่เป็นข้าวเหนียว โดยมีลักษณะตามสายพันธุ์ดังนี้
ข้าวพื้นบ้าน และการพัฒนา
ที่มา: สำรวย ผัดผล
ข้าวปลูกของไทย ทั้งข้าวป่าเคยถูกศึกษารวบรวม จัดเก็บในธนาคารเชื้อพันธุ์แห่งชาติที่ปทุมธานีถึง 17,200 ตัวอย่าง เป็นของภาคเหนือถึง 4,079 ตัวอย่าง และเป็นของน่านถึง 780 ตัวอย่าง(ข้อมูลจากธนาคารเชื้อพันธุ์แห่งชาติ) จากการสำรวจของมูลนิธิฮักเมืองน่าน เมื่อปี 2537 ข้าวในเมืองน่านมี 316 ตัวอย่าง
การจัดเก็บนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาพันธุ์ข้าว พันธุ์ใหม่ๆ สู่นา การยอมรับข้าวพันธุ์ใหม่ๆ คือการแทนที่ข้าวพันธุ์พื้นบ้าน ข้าวพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง อร่อย ตอบสนองต่อวิถีการผลิตแบบใหม่ที่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาเคมี และเครื่องไถพรวนจักรกล
ขณะที่ข้าวพื้นบ้านก็ถูกจัดเก็บไว้ในธนาคารเชื้อพันธุ์ เพื่อเป็นวัตถุดิบทางพันธุกรรมในการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ในอนาคต การพัฒนาเกิดขึ้นจากการริเริ่มของนักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนา แล้วนำกลับมาสู่ชาวนาใหม่ ในฐานะผู้ใช้พร้อมๆ กับกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ของนักส่งเสริมการเกษตร ชาวนารอรับเทคโนโลยี และรอรับเมล็ดพันธุ์ดีจากผู้เชี่ยวชาญ เกือบครึ่งศตวรรษ เข้าไปแล้ว
ความสูญเสียพันธุ์ข้าวหายไปพร้อมๆ กับความรู้พื้นบ้านที่กำกับใช้พันธุ์ข้าวแต่ละสายพันธุ์ และที่สำคัญชาวนาสูญเสียความมั่นใจในตนเองว่า ความรู้ และพันธุ์ดั้งเดิมที่สืบรุ่นกันมาแต่ปู่ย่าตายายไม่ใช่คำตอบของการแก้ไขปัญหา ที่เป็น “ทุกข์” ของชาวนา ณ วันนี้เสียแล้ว
ข้าวจึงเต็มไปด้วยสารพิษ ผืนนา จึงมีแต่ข้าว ไร้ ปลา หอย ปู และพืชอื่นๆ ปลูกข้าวได้แต่ข้าวคลุกสารพิษ ไม่มีอาหารดังเช่นอดีต
รูปธรรม...ข้าวคืนนา
ปลาคืนน้ำ...ที่เมืองน่าน
ชมรมอนุรักษ์พรรณพืชพื้นบ้านน่าน ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนโจ้โก้ ทำการสำรวจพร้อมจัดเก็บพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน พันธุกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่พบว่ามี 316 สายพันธุ์ แบ่งเป็น ข้าวไร่ 242 สายพันธุ์ ข้าวนา 74 สายพันธุ์
จากนั้นได้บันทึกลักษณะประจำพันธุ์ คุณสมบัติเบื้องต้น พร้อมกับเหตุผลที่ชาวนาเมืองน่านยังคงจัดเก็บ และใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้
มีข้อค้นพบน่าสนใจหลายประเด็น เช่น ข้าวเมืองน่านกระจายการใช้ไปตามภูมินิเวศน์ที่หลากหลาย ชาวบ้านเรียกว่า “โหล่ง” แต่ละโหล่งจะมีข้าวพื้นเมืองดั้งเดิมประจำถิ่นอยู่ ยกตัวอย่าง ดอหม่าและ เดิมชื่อดอเมืองและ (อำเภอทุ่งช้างปัจจุบัน) ถูกยอมรับในแถบอำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว และอำเภอท่าวังผา เพราะว่าชาวนาแถบนี้ต้องการข้าวอายุสั้น (ดอ แปลว่า อายุเก็บเกี่ยวสั้น) ให้ฟางเยอะ ชาวนาต้องการเอาไว้คลุมแปลงพืชหลังนา ให้ผลผลิตสูง อร่อย ทนโรค ทนแล้ง มีข้อตำหนิเพียงเมล็ดใหญ่ ขายได้ราคาถูก
อีกตัวอย่าง เช่น ข้าวหอมทุ่ง ข้าวเหนียวหอมมะลิ ทั้ง 2 พันธุ์นี้ โดดเด่นในเรื่องความหอม และความแข็งแรงของลำต้น ไม่หักล้มง่าย มีความอร่อยสู้กลุ่ม กข.6 ได้
อาสาสมัครของศูนย์เริ่มทำเป็นทะเบียนพันธุ์พร้อมกับรายละเอียดพันธุ์ แล้วนำเสนอไปยังหมู่บ้านต่างๆ พบว่า ชาวนาแจ้งจำนงจอง และขอกลับไปปลูกในโหล่งเดิมของตนอีกครั้ง เหตุผลที่สำคัญคือ ข้าว กข. ได้แสดงอาการของโรค และความอ่อนแอให้เห็นหลายประการ เช่น กข.6 ล้มง่าย กข.10 มีหน่อเยอะแมลงบั่วชอบมาก อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนจาก ข้าวกข. มาหาพื้นเมืองอีกรอบก็ทำได้ลำบาก เพราะติดใจในรสหุงต้มที่อร่อย ความสวย เรียวงามของเมล็ด และราคาที่สูง
นายหวัน เรืองตื้อ ผู้ผสมผสานปัญญาพื้นบ้าน กับปัญญาใหม่ทางวิทยาศาสตร์
หวันเป็นชาวนารุ่นใหม่วัยสี่สิบต้นๆ ได้บุกเบิกแนวทางใหม่ ให้กับชาวนาเมืองน่าน ตั้งแต่ปี 2539 โดยเริ่มจัดเก็บข้าวพื้นเมือง ประมาณ 41 สายพันธุ์เพื่อศึกษาพร้อมกันนั้นได้ทดลองผสมข้ามพันธุ์ โดยเอาข้าวหอมทุ่ง เป็นฐานพันธุ์ แล้วนำเอาเกสรตัวผู้ กข.6 เป็นพ่อ
จากนั้นอาศัยความเพียรอย่างยิ่งยวดอีก 8 ปี ในการคัดเลือกลูกผสม จนได้ข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเด่นกว่าพ่อ และแม่ โดยข้าวพันธุ์ใหม่ ให้ผลผลิตสูง, ลำต้นแข็งแรง, หอมอร่อย เมล็ดเรียวสวยงาม จากนั้นได้นำมาทดลองปลูก ถูกยอมรับในโหล่งของตนเอง และข้าวยังกระจายไปต่างอำเภอจนเกือบครบทุกพื้นที่ของจังหวัดน่าน นอกจากนั้นยังกระจายไปในหมู่ญาติมิตรต่างจังหวัด เช่นที่ พะเยา เลย หนองคาย และเชียงราย เป็นต้น ที่แน่ๆ ข้าวพันธุ์นี้เหมาะกับระบบอินทรีย์ที่เจ้าของพันธุ์พัฒนามาให้ตอบสนองต่อวิธีการผลิตแบบชาวบ้าน
วันนี้ หวัน เรืองตื้อ จึงเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับสมาชิกชาวนาอื่นๆ ในการนำใช้สายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมมาปรับปรุงใช้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง ชาวนาที่บ้านทุ่งฆ้องได้คัดเลือกข้าวหอมสกล ซึ่งเป็นลูกผสมของพันธุ์ดั้งเดิม คือ หอมอ้ม ผสมกับ กข.10 ขณะที่ชาวนาอำเภอภูเพียง ทำข้าวเหนียวหอมมะลิ คัดเลือกให้บริสุทธิ์ นำมาปลูกใช้ใหม่ เป็นที่นิยมกันแพร่หลาย
ปีนี้ 2551 ชาวนาที่น่านได้ร้องขอข้าวอีก 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ขี้ตมขาว เจ้าดอ นางเก๋า ผาโก้งน้อย และมะน้ำปัว จากกรมการข้าว ขณะนี้ กลุ่มโรงเรียนชาวนาบ้านป่าอ้อย อำเภอสันติสุขได้ปลูกดูแล พร้อมกับบันทึกลักษณะอยู่
พวกเขาตั้งใจว่า จะขอดูแลแม่ขวัญข้าว โดยยกขบวนไปรับจากกรมการข้าวพร้อมๆ กับเพื่อนชาวนาอีกกว่า 20 จังหวัด ได้ทำพิธีสู่ขวัญรับแม่ขวัญข้าว แล้วนำกลับที่วัดให้หลวงพ่อได้เปิดถุงนำมาเพาะ ตั้งใจจะใช้เป็นฐานพันธุกรรมในการพัฒนา
สืบเนื่องจากการปลูกข้าวโดยไม่รู้อะไรแม้แต่นิด มิหนำซ้ำเราพูดฟุ้งเสียจนชาวบ้านที่มาช่วยปลูกเชื่อว่ารู้จริงเสียอีก เราปลูกข้าวไม่ตัดยอดชาวบ้านยังไม่ทักสักนิดเพราะคิดว่าเรารู้ดี จำต้องกลับมาหาข้อมูลเพื่อให้การทำนาถูกต้องหรือได้ผลผลิตตามที่คาดหวัง
ตอนนี้ปลูกข้าวเจ้าหอมนิลไว้แปลงเล็ก ๆ ใช้ต้นกล้าไป 5 กำ ประมาณ 200 ต้นกว่า ๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งปลูกข้าวหอมสกล ที่เป็นข้าวพื้นถิ่นน่านแต่ได้ชื่อไกลแสนไกล สืบไปมาแล้วเป็นข้าวที่ถูกปลูกจนถือว่าเป็นข้าวพื้นถิ่นเหมาะต่อสภาพของจังหวัดน่าน และได้พบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของศูนย์เรียนรู้โจ้โก้ จังหวัดน่านเลยนำมาเก็บไว้เพื่อเป็นข้อมูลเรียนรู้ต่อไป (ผู้เขียน- พิมลพรรณ สกิดรัมย์)
พันธุ์ข้าวที่นิยมในเมืองน่าน หลัก ๆ ประกอบด้วย พันธุ์ กข 6 กข 10 สันป่าตอง 1 รองลงมาก็เป็น 3 พันธุ์ที่ได้รับการทดลองปลูกและปรับเข้ากับสภาพพื้นถิ่นของจังหวัดน่าน พันธุ์เหนียวหวัน1 พันธุ์หอมสกล และพันธุ์เหนียวมะลิหอม
พันธุ์เหนียวหวัน 1 มากจากความพยายามของนายหวัน เรืองตื้อ เกษตรกรนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว บ้านหาดเค็ด ตำบลเมืองจัง กิ่ง อ.ภูเพียง จังหวัดน่าน โดยนำพันธุ์ข้าง 2 พันธุ์มาผสมกัน คือ พันธุ์หอมทุ่ง และพันธุ์ กข 6 และทำการคัดเลือกถึง 8 ฤดูปลูกจึงได้พันธุ์ข้าวเหนียวหวัน 1 ที่ตรงตามความต้องการ พันธุ์เหนียวหวัน1 มีจุดเด่นคือ ลำต้นแข็งแรง แตกกอสูง เมล็ดต่อรวงสูง ลักษณะเมล็ดไม่เรียวมาก หอม หุงกินอร่อย หลังจากกระจายพันธุ์นี้มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ได้รับความนิยมอย่างมาก
พันธุ์หอมสกล เป็นพันธุ์ข้าวที่กลุ่มเกษตรกรโรงเรียนชาวนาบ้านทุ่งฆ้อง ตำบลยม อำเภอท่าวังผา นำมาคัดเลือกพันธุ์ จนกระทั้งปรับเข้ากับสภาพพื้นที่ ได้รับความนิยมในพื้นที่ที่ปลูกพืชหลังนา เพราะพันธุ์นี้เป็นข้าวอายุสั้น หากนำไปปลูกต้องระวังนก เพราะถ้าปลูกในจำนวนไม่มากนกจะกินเสียหายเพราะข้าวพันธุ์นี้มีความหอมมาก นอกจากนั้นเมล็ดยังเรียวสวยกินนุ่มอร่อย
พันธุ์เหนียวมะลิหอม เริ่มได้รับความนิยมหลังจากที่แกนนำเกษตรกรฮักเมืองน่านบ้านม่วงตึ้ดนำมาแลกเปลี่ยนในเครือข่าย จากการสืบประวัติพบว่า พันธุ์นี้ได้รับการปรับปรุงและคุดเลือกพันธุ์โดยอาจารย์มงคล พุทธวงค์ ราชมงคลล้านนาน่าน ซึ่งท่านอาจารย์เองเป็นคนม่วงตึ้ดและนำไปให้ครอบครัวและญาติปลูกจนได้รับความนิยม ทางเครือข่ายได้นำมาขยายผลต่อเนื่อง คุณลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้เกือบคล้ายคลึงกับหอมมะลิซึ่งเป็นข้าวจ้าว ต่างกันตรงที่เป็นข้าวเหนียว โดยมีลักษณะตามสายพันธุ์ดังนี้
| พันธุ์ | ความสูง(ซม.) | จำนวนหน่อ/ก่อ | จำนวนเมล็ดต่อรวง | ผลผลิตต่อไร่ | อายุการเก็บเกี่ยว (วัน) |
| เหนียวหวัน 1 | 163 | 9-10 | 250 | 670-700 | 145-150 |
| หอมสกล | 146 | 7 | 160-200 | 550-660 | 126 |
| เหนียวมะลิหอม | 160 | 7-8 | 180-200 | 664 | 135-140 |
ข้าวพื้นบ้าน และการพัฒนา
ที่มา: สำรวย ผัดผล
ข้าวปลูกของไทย ทั้งข้าวป่าเคยถูกศึกษารวบรวม จัดเก็บในธนาคารเชื้อพันธุ์แห่งชาติที่ปทุมธานีถึง 17,200 ตัวอย่าง เป็นของภาคเหนือถึง 4,079 ตัวอย่าง และเป็นของน่านถึง 780 ตัวอย่าง(ข้อมูลจากธนาคารเชื้อพันธุ์แห่งชาติ) จากการสำรวจของมูลนิธิฮักเมืองน่าน เมื่อปี 2537 ข้าวในเมืองน่านมี 316 ตัวอย่าง
การจัดเก็บนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาพันธุ์ข้าว พันธุ์ใหม่ๆ สู่นา การยอมรับข้าวพันธุ์ใหม่ๆ คือการแทนที่ข้าวพันธุ์พื้นบ้าน ข้าวพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง อร่อย ตอบสนองต่อวิถีการผลิตแบบใหม่ที่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาเคมี และเครื่องไถพรวนจักรกล
ขณะที่ข้าวพื้นบ้านก็ถูกจัดเก็บไว้ในธนาคารเชื้อพันธุ์ เพื่อเป็นวัตถุดิบทางพันธุกรรมในการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ในอนาคต การพัฒนาเกิดขึ้นจากการริเริ่มของนักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนา แล้วนำกลับมาสู่ชาวนาใหม่ ในฐานะผู้ใช้พร้อมๆ กับกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ของนักส่งเสริมการเกษตร ชาวนารอรับเทคโนโลยี และรอรับเมล็ดพันธุ์ดีจากผู้เชี่ยวชาญ เกือบครึ่งศตวรรษ เข้าไปแล้ว
ความสูญเสียพันธุ์ข้าวหายไปพร้อมๆ กับความรู้พื้นบ้านที่กำกับใช้พันธุ์ข้าวแต่ละสายพันธุ์ และที่สำคัญชาวนาสูญเสียความมั่นใจในตนเองว่า ความรู้ และพันธุ์ดั้งเดิมที่สืบรุ่นกันมาแต่ปู่ย่าตายายไม่ใช่คำตอบของการแก้ไขปัญหา ที่เป็น “ทุกข์” ของชาวนา ณ วันนี้เสียแล้ว
ข้าวจึงเต็มไปด้วยสารพิษ ผืนนา จึงมีแต่ข้าว ไร้ ปลา หอย ปู และพืชอื่นๆ ปลูกข้าวได้แต่ข้าวคลุกสารพิษ ไม่มีอาหารดังเช่นอดีต
รูปธรรม...ข้าวคืนนา
ปลาคืนน้ำ...ที่เมืองน่าน
ชมรมอนุรักษ์พรรณพืชพื้นบ้านน่าน ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนโจ้โก้ ทำการสำรวจพร้อมจัดเก็บพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน พันธุกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่พบว่ามี 316 สายพันธุ์ แบ่งเป็น ข้าวไร่ 242 สายพันธุ์ ข้าวนา 74 สายพันธุ์
จากนั้นได้บันทึกลักษณะประจำพันธุ์ คุณสมบัติเบื้องต้น พร้อมกับเหตุผลที่ชาวนาเมืองน่านยังคงจัดเก็บ และใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้
มีข้อค้นพบน่าสนใจหลายประเด็น เช่น ข้าวเมืองน่านกระจายการใช้ไปตามภูมินิเวศน์ที่หลากหลาย ชาวบ้านเรียกว่า “โหล่ง” แต่ละโหล่งจะมีข้าวพื้นเมืองดั้งเดิมประจำถิ่นอยู่ ยกตัวอย่าง ดอหม่าและ เดิมชื่อดอเมืองและ (อำเภอทุ่งช้างปัจจุบัน) ถูกยอมรับในแถบอำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว และอำเภอท่าวังผา เพราะว่าชาวนาแถบนี้ต้องการข้าวอายุสั้น (ดอ แปลว่า อายุเก็บเกี่ยวสั้น) ให้ฟางเยอะ ชาวนาต้องการเอาไว้คลุมแปลงพืชหลังนา ให้ผลผลิตสูง อร่อย ทนโรค ทนแล้ง มีข้อตำหนิเพียงเมล็ดใหญ่ ขายได้ราคาถูก
อีกตัวอย่าง เช่น ข้าวหอมทุ่ง ข้าวเหนียวหอมมะลิ ทั้ง 2 พันธุ์นี้ โดดเด่นในเรื่องความหอม และความแข็งแรงของลำต้น ไม่หักล้มง่าย มีความอร่อยสู้กลุ่ม กข.6 ได้
อาสาสมัครของศูนย์เริ่มทำเป็นทะเบียนพันธุ์พร้อมกับรายละเอียดพันธุ์ แล้วนำเสนอไปยังหมู่บ้านต่างๆ พบว่า ชาวนาแจ้งจำนงจอง และขอกลับไปปลูกในโหล่งเดิมของตนอีกครั้ง เหตุผลที่สำคัญคือ ข้าว กข. ได้แสดงอาการของโรค และความอ่อนแอให้เห็นหลายประการ เช่น กข.6 ล้มง่าย กข.10 มีหน่อเยอะแมลงบั่วชอบมาก อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนจาก ข้าวกข. มาหาพื้นเมืองอีกรอบก็ทำได้ลำบาก เพราะติดใจในรสหุงต้มที่อร่อย ความสวย เรียวงามของเมล็ด และราคาที่สูง
นายหวัน เรืองตื้อ ผู้ผสมผสานปัญญาพื้นบ้าน กับปัญญาใหม่ทางวิทยาศาสตร์
หวันเป็นชาวนารุ่นใหม่วัยสี่สิบต้นๆ ได้บุกเบิกแนวทางใหม่ ให้กับชาวนาเมืองน่าน ตั้งแต่ปี 2539 โดยเริ่มจัดเก็บข้าวพื้นเมือง ประมาณ 41 สายพันธุ์เพื่อศึกษาพร้อมกันนั้นได้ทดลองผสมข้ามพันธุ์ โดยเอาข้าวหอมทุ่ง เป็นฐานพันธุ์ แล้วนำเอาเกสรตัวผู้ กข.6 เป็นพ่อ
จากนั้นอาศัยความเพียรอย่างยิ่งยวดอีก 8 ปี ในการคัดเลือกลูกผสม จนได้ข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเด่นกว่าพ่อ และแม่ โดยข้าวพันธุ์ใหม่ ให้ผลผลิตสูง, ลำต้นแข็งแรง, หอมอร่อย เมล็ดเรียวสวยงาม จากนั้นได้นำมาทดลองปลูก ถูกยอมรับในโหล่งของตนเอง และข้าวยังกระจายไปต่างอำเภอจนเกือบครบทุกพื้นที่ของจังหวัดน่าน นอกจากนั้นยังกระจายไปในหมู่ญาติมิตรต่างจังหวัด เช่นที่ พะเยา เลย หนองคาย และเชียงราย เป็นต้น ที่แน่ๆ ข้าวพันธุ์นี้เหมาะกับระบบอินทรีย์ที่เจ้าของพันธุ์พัฒนามาให้ตอบสนองต่อวิธีการผลิตแบบชาวบ้าน
วันนี้ หวัน เรืองตื้อ จึงเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับสมาชิกชาวนาอื่นๆ ในการนำใช้สายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมมาปรับปรุงใช้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง ชาวนาที่บ้านทุ่งฆ้องได้คัดเลือกข้าวหอมสกล ซึ่งเป็นลูกผสมของพันธุ์ดั้งเดิม คือ หอมอ้ม ผสมกับ กข.10 ขณะที่ชาวนาอำเภอภูเพียง ทำข้าวเหนียวหอมมะลิ คัดเลือกให้บริสุทธิ์ นำมาปลูกใช้ใหม่ เป็นที่นิยมกันแพร่หลาย
ปีนี้ 2551 ชาวนาที่น่านได้ร้องขอข้าวอีก 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ขี้ตมขาว เจ้าดอ นางเก๋า ผาโก้งน้อย และมะน้ำปัว จากกรมการข้าว ขณะนี้ กลุ่มโรงเรียนชาวนาบ้านป่าอ้อย อำเภอสันติสุขได้ปลูกดูแล พร้อมกับบันทึกลักษณะอยู่
พวกเขาตั้งใจว่า จะขอดูแลแม่ขวัญข้าว โดยยกขบวนไปรับจากกรมการข้าวพร้อมๆ กับเพื่อนชาวนาอีกกว่า 20 จังหวัด ได้ทำพิธีสู่ขวัญรับแม่ขวัญข้าว แล้วนำกลับที่วัดให้หลวงพ่อได้เปิดถุงนำมาเพาะ ตั้งใจจะใช้เป็นฐานพันธุกรรมในการพัฒนา
วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555
เริ่มปลูกข้าวเจ้าหอมนิล
เดิมทีได้ปรึกษาพี่สุเรียน วงศ์เป็ง ผู้เป็นที่พี่ทั้งเพื่อนที่เรียนหนังสือชั้นมัธยมปลายมาด้วยกัน ร่วมทำกิจกรรมอบรมนักเรียนในสมัยเรียน โดยปรึกษาว่ามีนาอยู่ประมาณ 3 ไร่ จะทำอะไรให้เกิดประโยชน์ได้บ้างในช่วงนี้ ถามทั้งปลูกพริก ปลูกถั่วเหลือง แต่ตามฤดูกาลล่าช้าไปแล้ว จึงได้รับคำแนะนำให้ปลูกขยายพันธุ์ข้าว โดยจะปลูกข้าวไม่ไวแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่มีความต้องการในภาคเหนือหลัก ๆ ที่คุยกันไว้คือ ข้าวสันป่าตอง และข้าว กข.10
ในที่สุดก็ตกลงปลงใจปลูกข้าวตามคำแนะนำก็เตรียมพื้นที่ ขลุกขลักฉุกละหุกบ้างเรื่องไถ เรื่องคนดูแล มิหนำซ้ำติดปัญหาเรื่องน้ำ ที่มีแหล่งน้ำสามารถใช้ได้ทั้งปี แต่อยู่ต่ำกว่าระดับของนา โดยมีถนนกั้นสูงพอสมควร จึงต้องอาศัยเครื่องสูบน้ำ และหาซื้อไม่ทันต้องเช่าเขาอีก
ถึงตอนนี้ไม่ได้กลัวเสียเงินหรือขาดทุน แต่กลัวไม่ได้ทำเสียมากกว่า เพราะคิดแล้วการเริ่มต้นครั้งนี้ดูแล้วมีคุณค่า ยิ่งใหญ่เสียจนจะหยุดไม่ได้ เสียเงินไม่ว่าขอให้ได้ลงมือทำ คราวนี้มองไม่เห็นผลกำไร แต่มองว่าต้องสำเร็จ
24, มกราคม 2555
หลังตรุษจีนปีมังกรทอง 1 วัน ก็ได้โอกาสปลูกข้าวต้นเดียวกันเสียที โดยได้คนช่วยปลูกมาจากบ้านน้ำโค้ง ซึ่งเป็นคนงานเก่าแก่ที่ผูกพันเหมือนพี่เหมือนน้องกับพี่กวง, กมล มงคลเกียรติชัย ผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้ให้วิชาความรู้ด้านอิเลกโทรนิกส์ และโอกาสในการเรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นเสมือนพี่ชายที่ช่วยเหลือกันมาตลอด
ทีมปลูกครั้งนี้เป็นผู้หญิงล้วนนำทีมโดยพี่เพ็ญ ได้เริ่มลงมือปลูกในทีมนี้มีคุณยายอายุ 60 กว่า ๆ มาร่วมด้วย ท่านคล่องแคล่วว่องไวราวกับหญิงสาวก็ไม่ปาน การเพราะปลูกเริ่มขึ้นประมาณ 9.00 น. เลยไปสักเล็กน้อย
แต่ละคนก็หัวเราะวิธีการปลูกข้าวต้นเดียวต่าง ๆ นา ๆ คำพูดที่ติดหูตลอดในตอนนี้คือ "...เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็พึ่งเคยเห็นนี่แหละ... ปลูกข้าวทีละเส้น..." นอกจากจะปลูกทีละต้นยังต้องห่างกันประมาณ 1 ศอกอีกต่างหาก
และพี่ตาสามีพี่เพ็ญก็สั่งให้ทุกคนปลูกข้าวหอมนิลเป็นอันดับแรกก่อนที่เจ้าตัวจะเดินทางไปประชุมเกี่ยวกับปศุสัตว์ซึ่งเป็นกิจกรรมของหมู่บ้าน
จากเดิมวางไว้จะปลูกข้าว กข. 10 แต่ล่าช้าติดขัด ทำให้ต้นกล้าไม่มี จึงได้ข้าวหอมสกล และข้าวหอมนิลมาอย่างละนิด และข้าวหอมนิลที่ได้เป็นต้นกล้าอายุ 15 วัน ซึ่งชาวบ้านก็ตกใจเพราะปกติคุ้นเคยกันต้อง 30-40 วัน ต้นกล้าสูงเกือบเข่า แต่ต้นที่เอามานี้สูงประมาณ 1 คืบ ปักลงดินไปทีน้ำท่วมมองไม่เห็นยอดข้าว และที่สำคัญคราวนี้เราปลูกข้าวแบบลืมตัดยอด เพราะไม่รู้ว่าต้องตัดหรือเปล่า คนที่รู้ก็ยังไม่มา และชาวนาที่ปลูกก็ไม่กล้าถามหรือคัดค้าน เพราะกรรมวิธีที่เขาไม่คุ้นเคย ต่างก็มาถามผู้เขียนกันยกใหญ่ว่า กว้างหรือแคบแค่นี้พอหรือยัง ผู้เขียนก็สาระวนกับการถ่ายรูป ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ให้สัญญานคุณยาย
ภรรยาผู้เขียนกระโดดลงแปลงนาด้วยสัญชาติญานลูกชาวนา ตั้งหน้าตั้งตาปลูกจนหมดระยะ ผู้เขียนก็ไม่รอช้าวางอุปกรณ์การถ่ายภาพทิ้งไว้ข้างแปลงนาลองไปลุยสักตั้งจะได้รู้ว่าการปลูกข้าวหรือการดำนาเป็นอย่างไร
การปลูกก็เป็นไปอย่างเงียบ ๆ ผู้เขียนเองก็เครียดกับการปลูกพอสมควร เพราะน้ำในนาระดับไม่เท่ากัน ด้านหนึ่งลึกกว่า คนดูแลบอกว่าจะให้ดีต้องใช้รถไถเดินตาม เกลี่ยดินให้เสมอราบเรียบ สำหรับรถไถใหญ่นั้น พี่สุเรียนแนะนำให้ถือจอบกับมีดพร้าเดินตาม จอบเอาไว้เกลี่ยดินให้สม่ำเสมอ ส่วนมีดพร้าเอาไว้ฟันปลา (แต่พี่กวงแย้งนึกว่าเอาไว้ฟันคนขับรถไถ)
ในบริเวณที่น้ำลึกบางครั้งปักต้นกล้าลงไปแล้วน้ำท่วมยอดมองไม่เห็นจนจำไม่ได้ว่าตรงไหนปักไปหรือยัง บางครั้งก็เอามือควาน ๆ ดูว่าปักต้นกล้าไปแล้วหรือไม่ พอคลำเจอก็ไม่แน่ใจว่าหญ้าหรือต้นข้าว ถึงกับถอนออกมาดูว่าใช่หรือไม่แล้วปักลงไปใหม่ก็มี ไม่รู้ว่างานนี้จะออกหัวหรือก้อย
ส่วนการปลูกข้าวหอมสกลอีกฝั่งหนึ่งก็ผ่านพ้นไปด้วยดีจนถึงบ่ายสอง
สำหรับข้อมูลเกี่ยวข้าวหอมนิลนั้นได้อ่านพบในเว็บของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
ข้าวเจ้าหอมนิล (http://www.ku.ac.th/e-magazine/april44/agri/rice1.html)
ข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนาจนได้ข้าว ที่มีเมล็ดข้าวกล้องเรียวยาว สีม่วงเข้ม ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะนุ่ม เหนียว หอม ข้าวสารหุงสุกมีสีม่วงอ่อน นุ่ม และมีกลิ่นหอมเช่นกัน คุณสมบัติที่สำคัญของข้าวเจ้าหอมนิลคือ ข้าวกล้องมีโปรตีนสูงถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณคาร์โบไฮเดรต 70 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณ amylose 16 เปอร์เซ็นต์ และยังประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง แคลเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ (ตารางที่ 1) นอกจากนี้ลักษณะดีเด่นของข้าวเจ้าหอมมะลิที่พบนอกจากคุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ ทรงต้นเตี้ย แตกกอดี เมล็ดมีน้ำหนักดี อายุสั้นเพียง 90 วัน ทำให้สามารถปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี ดังนั้นหากได้รับการจัดการที่เหมาะสมในการผลิตต่อปีสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ
สำหรับคุณค่าทางโภชนการเมื่อเทียบกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 แล้วจะเห็นว่ามีปริมาณโปรตีนสูงกว่าถึงหนึ่งเท่าตัว แต่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตจะต่ำกว่าเล็กน้อย
ลักษณะประจำพันธุ์
ข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวนาสวน ไม่ไวแสง สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี อายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 95 วันหลังหว่าน ลำต้นสูงประมาณ 50 เซนติเมตร การแตกกอดี ใบและลำต้นมีสีเขียวเข้มปนสีม่วง เปลือกหุ้มเมล็ดข้าวมีสีม่วงเข้ม เมล็ดข้าวกล้องยาวประมาณ 6.5 มิลลิเมตร ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง และแมลงโดยทั่ว ๆ ไป
การศึกษาเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมโดยใช้โมเลกุลเครื่องหมายชนิด microsatellite จำนวน 48 ตำแหน่ง มาทำการตรวจสอบ ชี้ให้เห็นว่า ข้าวเจ้าหอมนิลมีความแตกต่างจากข้าวพันธุ์ Hei Bao และ Xua Bue Huqที่เป็นข้าวเมล็ดสีดำของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงยืนยันได้ว่าข้าวทั้ง 3 ไม่ได้เป็นพันธุ์เดียวกัน
ข้อมูลจาก: http://www.sininrice.com/insightsub1.html
ข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีโปรตีนอยู่ในช่วงประมาณ 10-12.5 % มีปริมาณแป้งอะมัยโลสประมาณ 12-13% มีปริมาณสาร 2-acetyl-1-pyrroline ปานกลาง ร่วมกับสารหอมระเหยจำเพาะ พวก Cyclohexanone ในปริมาณมาก มีแคลเซียม 4.2 มิลลิกรัมต่อ100 กรัม ปริมาณธาตุเหล็กแปรปวนอยู่ระหว่าง 2.25- 3.25 มิลลิกรัมต่อ100 กรัม และธาตุสังกะสีประมาณ 2.9 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
ข้าวเจ้าหอมนิลมีปริมาณสาร antioxidation สูงประมาณ 293 ไมโครโมลต่อกรัม ในส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดที่เป็นสีม่วงเข้มประกอบไปด้วยสาร anthocyanin, proanthocyanidin, bioflavonoids และวิตามิน E ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสีผสมอาหารตามธรรมชาติ
ในส่วนของรำและจมูกข้าว มีวิตามิน E วิตามิน B และกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ในส่วนของรำมีน้ำมันรำข้าว 18% เป็นองค์ประกอบ ซึ่ง 80 % เป็นชนิด C18:1 และ C18:2 เหมือนกับน้ำมันที่ได้จากถั่วเหลืองและข้าวโพดและพบว่ามีสาร omega-3 ประมาณ 1-2 % รำข้าวของเจ้าหอมนิลมีปริมาณเส้นใย digestible fiber สูงถึง 10% จากข้อมูลทางโภชนาการนับได้ว่าข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวที่มีศักยภาพในการนำมาแปรรูปทางอุตสหกรรมอาหารสูง เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากแป้งข้าวเจ้าหอมนิล รวมทั้งขนมขบเคี้ยวต่าง
คุณประโยชน์ของสีม่วงในข้าวเจ้าหอมนิล
ข้าวเจ้าหอมนิลมีเมล็ดสีม่วงดำ เมื่อวิเคราะห์ปริมาณสีของเมล็ด สีม่วงดำประกอบไปด้วย สีม่วงเข้ม (cyanidin) สีชมพูอ่อน (peonidin) และสีน้ำตาล (procyanidin) ผสมกัน ซึ่งสีที่เห็นนั่นเป็นสารประกอบกลุ่ม flavonoid ที่เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) ที่ประกอบไปด้วยสาร cyanidin กับ สาร peonidin
สารโปรแอนโทไซยานิดิน (proanthocyanidin) ประกอบด้วยสาร procyanidin ซึ่งสารดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นสาร antioxidant ที่ทำหน้าจับกับอนุมูลอิสระแล้วช่วยทำให้กลไกลการทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปกติ
สารแอนโทไซยานิน มีรายงานวิจัยพบว่า สามารถช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่หัวใจ และสมอง บรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยบำรุงสายตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นเวลามองตอนกลางคืน สาร cyanidin มีประสิทธิภาพในการ antioxidation ได้ดีกว่าวิตามินอี หลายเท่า และยังยับยั้งการเจริญเติบโตของ epidermal growth factor receptor ในเซลล์มะเร็ง สารโปรแอนโทไซยานิดิน หรือเรียกว่าสาร condensed tannins มีรายงานวิจัยพบว่า สารโปรแอนโทไซยานิดิน ทำการ antioxidation ได้ดีกว่าวิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน (beta-carotene) สาร โปรแอนโทไซยานิดิน ยังไปจับกับอนุภาคของกัมมันตภาพรังสีทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ และช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดป้องกันโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ยังยับยั้งการเจริญเติบของเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด กระเพาะอาหาร และเม็ดเลือดขาว และยังป้องกันไวรัส HSV-1 และยับยั้งการทำงานของเอมไซม์ reverse transcriptase ใน ไวรัส HIV
การผลิตและการตลาดข้าวเจ้าหอมนิล
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัทเกษตรรุ่งเรืองมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตข้าวเจ้าหอมนิลออกสู่ตลาดผู้บริโภค เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ที่ผ่านมา โดยในข้อตกลงดังกล่าวนี้ พันธุ์ข้าวเจ้าหอมนิลยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นเจ้าของสิทธิบัตร หากมีการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศทั่วโลก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการผลิตข้าวเปลือกที่มีคุณภาพส่งให้กับบริษัทฯ ในราคาประกัน โดยบริษัทคิดราคาให้ในราคาสูงสุดของข้าวขาวดอกมะลิ 105 ณ โรงสี ตามประกาศของกรมการค้าภายใน ในวันที่ส่งข้าวแต่ละครั้ง แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 7,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนเงินทุนส่วนหนึ่งกลับคืนมาจากมูลค่าของข้าวเปลือกที่ส่งให้กับบริษัทฯ เพื่อเป็นการสนับสนุนและพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัย และยังจะได้ค่าตอบแทนสิทธิ์ในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าข้าวเปลือกที่ส่งให้กับบริษัทฯ เป็นเวลา 10 ปีด้วย
ส่วนบริษัทเกษตรรุ่งเรืองมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นผู้รับซื้อข้าวเปลือกจากมหาวิทยาลัย แปรรูป และจำหน่ายข้าวเจ้าหอมนิลในรูปของผลิตภัณฑ์ ข้าวเจ้าหอมนิล เพื่อนไทย และข้าวหอมไตรรงค์ เพื่อนไทย ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตของโลตัส จัสโก้ และท๊อป เนื่องจากข้าวเจ้าหอมนิลเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในโครงการต่อไป บริษัทเอกชนรายอื่น ๆ ที่มีศักยภาพและความสนใจข้าวเจ้าหอมนิลจะได้นำข้าวไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก เช่น น้ำนมข้าว breakfast cereal เป็นต้น...
ข้าวเจ้าหอมนิลมีเมล็ดข้าวกล้องสีดำ แต่ที่จริงคือสีม่วงเข้มที่สะสมอยู่ในส่วนของรำ(pericarp) ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งหมดสามสี คือ สีน้ำตาลอ่อน(procyanidin), สีแดง(peonidin), และสีม่วง(cyanidin) สีทั้งหมดของข้าวเป็นรงควัตถุ(pigments) ที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ flavonoid (ภาพที่1) ในต้นข้าว ซึ่งอาศัย 2 ปัจจัยหลักคือ
1) ปัจจัยของพันธุกรรม(genetic factor) เช่น ระบบการทำงานของยีนควบคุม(regulatory genes) และยีนโครสร้าง(structural genes)
2) ปัจจัยของสภาพแวดล้อม(environment factor) เช่น สภาพของดิน แร่ธาตุ สารอาหาร pH อุณหภูมิ และแสง
จากข้อมูลดังกล่าวจึงทำการศึกษายีนโครสร้างที่สำคัญ คือ CHS(Chalcone synthase), DFR(Dihydroflavonol reductase), ANS(Anthocyanidin synthase) และ ยีนควบคุมที่สำคัญคือ
C1( Colored-1), OSB1(O. sativa Booster1), OSB2 (O. sativa Booster2) และปัจจัยของสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ว่ามีผลต่อลักษณะของสีเมล็ดที่แสดงออกหรือไม่ จากการศึกษาพบว่า ยีนควบคุมที่สำคัญคือ OSB1 ทำหน้าที่ควบคุมการสังเคราะห์สีที่เมล็ดข้าว (ภาพที่ 2) ส่วนยีนโครงสร้างที่มีสำคัญที่มีผลให้สีของเมล็ดข้าวเกิดเข้มขึ้นหรือจางลง คือยีน ANS (ภาพที่ 3) และผลของอุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนทำให้ยีน DFR เกิดการ unsplicing ขึ้นในกระบวนการถอดรหัสสารพันธุกรรม (transcriptional)
ในที่สุดก็ตกลงปลงใจปลูกข้าวตามคำแนะนำก็เตรียมพื้นที่ ขลุกขลักฉุกละหุกบ้างเรื่องไถ เรื่องคนดูแล มิหนำซ้ำติดปัญหาเรื่องน้ำ ที่มีแหล่งน้ำสามารถใช้ได้ทั้งปี แต่อยู่ต่ำกว่าระดับของนา โดยมีถนนกั้นสูงพอสมควร จึงต้องอาศัยเครื่องสูบน้ำ และหาซื้อไม่ทันต้องเช่าเขาอีก
ถึงตอนนี้ไม่ได้กลัวเสียเงินหรือขาดทุน แต่กลัวไม่ได้ทำเสียมากกว่า เพราะคิดแล้วการเริ่มต้นครั้งนี้ดูแล้วมีคุณค่า ยิ่งใหญ่เสียจนจะหยุดไม่ได้ เสียเงินไม่ว่าขอให้ได้ลงมือทำ คราวนี้มองไม่เห็นผลกำไร แต่มองว่าต้องสำเร็จ
24, มกราคม 2555
หลังตรุษจีนปีมังกรทอง 1 วัน ก็ได้โอกาสปลูกข้าวต้นเดียวกันเสียที โดยได้คนช่วยปลูกมาจากบ้านน้ำโค้ง ซึ่งเป็นคนงานเก่าแก่ที่ผูกพันเหมือนพี่เหมือนน้องกับพี่กวง, กมล มงคลเกียรติชัย ผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้ให้วิชาความรู้ด้านอิเลกโทรนิกส์ และโอกาสในการเรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นเสมือนพี่ชายที่ช่วยเหลือกันมาตลอด
ทีมปลูกครั้งนี้เป็นผู้หญิงล้วนนำทีมโดยพี่เพ็ญ ได้เริ่มลงมือปลูกในทีมนี้มีคุณยายอายุ 60 กว่า ๆ มาร่วมด้วย ท่านคล่องแคล่วว่องไวราวกับหญิงสาวก็ไม่ปาน การเพราะปลูกเริ่มขึ้นประมาณ 9.00 น. เลยไปสักเล็กน้อย
แต่ละคนก็หัวเราะวิธีการปลูกข้าวต้นเดียวต่าง ๆ นา ๆ คำพูดที่ติดหูตลอดในตอนนี้คือ "...เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็พึ่งเคยเห็นนี่แหละ... ปลูกข้าวทีละเส้น..." นอกจากจะปลูกทีละต้นยังต้องห่างกันประมาณ 1 ศอกอีกต่างหาก
และพี่ตาสามีพี่เพ็ญก็สั่งให้ทุกคนปลูกข้าวหอมนิลเป็นอันดับแรกก่อนที่เจ้าตัวจะเดินทางไปประชุมเกี่ยวกับปศุสัตว์ซึ่งเป็นกิจกรรมของหมู่บ้าน
จากเดิมวางไว้จะปลูกข้าว กข. 10 แต่ล่าช้าติดขัด ทำให้ต้นกล้าไม่มี จึงได้ข้าวหอมสกล และข้าวหอมนิลมาอย่างละนิด และข้าวหอมนิลที่ได้เป็นต้นกล้าอายุ 15 วัน ซึ่งชาวบ้านก็ตกใจเพราะปกติคุ้นเคยกันต้อง 30-40 วัน ต้นกล้าสูงเกือบเข่า แต่ต้นที่เอามานี้สูงประมาณ 1 คืบ ปักลงดินไปทีน้ำท่วมมองไม่เห็นยอดข้าว และที่สำคัญคราวนี้เราปลูกข้าวแบบลืมตัดยอด เพราะไม่รู้ว่าต้องตัดหรือเปล่า คนที่รู้ก็ยังไม่มา และชาวนาที่ปลูกก็ไม่กล้าถามหรือคัดค้าน เพราะกรรมวิธีที่เขาไม่คุ้นเคย ต่างก็มาถามผู้เขียนกันยกใหญ่ว่า กว้างหรือแคบแค่นี้พอหรือยัง ผู้เขียนก็สาระวนกับการถ่ายรูป ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ให้สัญญานคุณยาย
ภรรยาผู้เขียนกระโดดลงแปลงนาด้วยสัญชาติญานลูกชาวนา ตั้งหน้าตั้งตาปลูกจนหมดระยะ ผู้เขียนก็ไม่รอช้าวางอุปกรณ์การถ่ายภาพทิ้งไว้ข้างแปลงนาลองไปลุยสักตั้งจะได้รู้ว่าการปลูกข้าวหรือการดำนาเป็นอย่างไร
การปลูกก็เป็นไปอย่างเงียบ ๆ ผู้เขียนเองก็เครียดกับการปลูกพอสมควร เพราะน้ำในนาระดับไม่เท่ากัน ด้านหนึ่งลึกกว่า คนดูแลบอกว่าจะให้ดีต้องใช้รถไถเดินตาม เกลี่ยดินให้เสมอราบเรียบ สำหรับรถไถใหญ่นั้น พี่สุเรียนแนะนำให้ถือจอบกับมีดพร้าเดินตาม จอบเอาไว้เกลี่ยดินให้สม่ำเสมอ ส่วนมีดพร้าเอาไว้ฟันปลา (แต่พี่กวงแย้งนึกว่าเอาไว้ฟันคนขับรถไถ)
ในบริเวณที่น้ำลึกบางครั้งปักต้นกล้าลงไปแล้วน้ำท่วมยอดมองไม่เห็นจนจำไม่ได้ว่าตรงไหนปักไปหรือยัง บางครั้งก็เอามือควาน ๆ ดูว่าปักต้นกล้าไปแล้วหรือไม่ พอคลำเจอก็ไม่แน่ใจว่าหญ้าหรือต้นข้าว ถึงกับถอนออกมาดูว่าใช่หรือไม่แล้วปักลงไปใหม่ก็มี ไม่รู้ว่างานนี้จะออกหัวหรือก้อย
ส่วนการปลูกข้าวหอมสกลอีกฝั่งหนึ่งก็ผ่านพ้นไปด้วยดีจนถึงบ่ายสอง
ข้าวเจ้าหอมนิล (http://www.ku.ac.th/e-magazine/april44/agri/rice1.html)
ข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนาจนได้ข้าว ที่มีเมล็ดข้าวกล้องเรียวยาว สีม่วงเข้ม ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะนุ่ม เหนียว หอม ข้าวสารหุงสุกมีสีม่วงอ่อน นุ่ม และมีกลิ่นหอมเช่นกัน คุณสมบัติที่สำคัญของข้าวเจ้าหอมนิลคือ ข้าวกล้องมีโปรตีนสูงถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณคาร์โบไฮเดรต 70 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณ amylose 16 เปอร์เซ็นต์ และยังประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง แคลเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ (ตารางที่ 1) นอกจากนี้ลักษณะดีเด่นของข้าวเจ้าหอมมะลิที่พบนอกจากคุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ ทรงต้นเตี้ย แตกกอดี เมล็ดมีน้ำหนักดี อายุสั้นเพียง 90 วัน ทำให้สามารถปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี ดังนั้นหากได้รับการจัดการที่เหมาะสมในการผลิตต่อปีสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ
สำหรับคุณค่าทางโภชนการเมื่อเทียบกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 แล้วจะเห็นว่ามีปริมาณโปรตีนสูงกว่าถึงหนึ่งเท่าตัว แต่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตจะต่ำกว่าเล็กน้อย
ลักษณะประจำพันธุ์
ข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวนาสวน ไม่ไวแสง สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี อายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 95 วันหลังหว่าน ลำต้นสูงประมาณ 50 เซนติเมตร การแตกกอดี ใบและลำต้นมีสีเขียวเข้มปนสีม่วง เปลือกหุ้มเมล็ดข้าวมีสีม่วงเข้ม เมล็ดข้าวกล้องยาวประมาณ 6.5 มิลลิเมตร ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง และแมลงโดยทั่ว ๆ ไป
การศึกษาเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมโดยใช้โมเลกุลเครื่องหมายชนิด microsatellite จำนวน 48 ตำแหน่ง มาทำการตรวจสอบ ชี้ให้เห็นว่า ข้าวเจ้าหอมนิลมีความแตกต่างจากข้าวพันธุ์ Hei Bao และ Xua Bue Huqที่เป็นข้าวเมล็ดสีดำของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงยืนยันได้ว่าข้าวทั้ง 3 ไม่ได้เป็นพันธุ์เดียวกัน
ข้อมูลจาก: http://www.sininrice.com/insightsub1.html
ลักษณะประจำพันธุ์ ข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวนาสวน ไม่ไวแสง สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี การแตกกอดี ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง และแมลงโดยทั่วๆ ไป | |
| ความสูงของต้น สีของ ใบ/ลำต้น เมล็ดข้าวกล้องยาวประมาณ เปลือกหุ้มเมล็ดข้าว อายุการเก็บเกี่ยว ผลผลิตเฉลี่ย | 75 เซนติเมตร เขียวเข้มอมม่วง 6.5 มม. มีสีม่วงดำ มีสีม่วงเข้ม 95-100 วัน 400-700 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคไหม้ (Blast) ทนทานต่อสภาพแล้ง (Drought) และดินเค็ม (Salinity) |
ข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีโปรตีนอยู่ในช่วงประมาณ 10-12.5 % มีปริมาณแป้งอะมัยโลสประมาณ 12-13% มีปริมาณสาร 2-acetyl-1-pyrroline ปานกลาง ร่วมกับสารหอมระเหยจำเพาะ พวก Cyclohexanone ในปริมาณมาก มีแคลเซียม 4.2 มิลลิกรัมต่อ100 กรัม ปริมาณธาตุเหล็กแปรปวนอยู่ระหว่าง 2.25- 3.25 มิลลิกรัมต่อ100 กรัม และธาตุสังกะสีประมาณ 2.9 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
ข้าวเจ้าหอมนิลมีปริมาณสาร antioxidation สูงประมาณ 293 ไมโครโมลต่อกรัม ในส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดที่เป็นสีม่วงเข้มประกอบไปด้วยสาร anthocyanin, proanthocyanidin, bioflavonoids และวิตามิน E ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสีผสมอาหารตามธรรมชาติ
ในส่วนของรำและจมูกข้าว มีวิตามิน E วิตามิน B และกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ในส่วนของรำมีน้ำมันรำข้าว 18% เป็นองค์ประกอบ ซึ่ง 80 % เป็นชนิด C18:1 และ C18:2 เหมือนกับน้ำมันที่ได้จากถั่วเหลืองและข้าวโพดและพบว่ามีสาร omega-3 ประมาณ 1-2 % รำข้าวของเจ้าหอมนิลมีปริมาณเส้นใย digestible fiber สูงถึง 10% จากข้อมูลทางโภชนาการนับได้ว่าข้าวเจ้าหอมนิลเป็นข้าวที่มีศักยภาพในการนำมาแปรรูปทางอุตสหกรรมอาหารสูง เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากแป้งข้าวเจ้าหอมนิล รวมทั้งขนมขบเคี้ยวต่าง
คุณประโยชน์ของสีม่วงในข้าวเจ้าหอมนิล
ข้าวเจ้าหอมนิลมีเมล็ดสีม่วงดำ เมื่อวิเคราะห์ปริมาณสีของเมล็ด สีม่วงดำประกอบไปด้วย สีม่วงเข้ม (cyanidin) สีชมพูอ่อน (peonidin) และสีน้ำตาล (procyanidin) ผสมกัน ซึ่งสีที่เห็นนั่นเป็นสารประกอบกลุ่ม flavonoid ที่เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) ที่ประกอบไปด้วยสาร cyanidin กับ สาร peonidin
สารโปรแอนโทไซยานิดิน (proanthocyanidin) ประกอบด้วยสาร procyanidin ซึ่งสารดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นสาร antioxidant ที่ทำหน้าจับกับอนุมูลอิสระแล้วช่วยทำให้กลไกลการทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปกติ
สารแอนโทไซยานิน มีรายงานวิจัยพบว่า สามารถช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่หัวใจ และสมอง บรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยบำรุงสายตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นเวลามองตอนกลางคืน สาร cyanidin มีประสิทธิภาพในการ antioxidation ได้ดีกว่าวิตามินอี หลายเท่า และยังยับยั้งการเจริญเติบโตของ epidermal growth factor receptor ในเซลล์มะเร็ง สารโปรแอนโทไซยานิดิน หรือเรียกว่าสาร condensed tannins มีรายงานวิจัยพบว่า สารโปรแอนโทไซยานิดิน ทำการ antioxidation ได้ดีกว่าวิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน (beta-carotene) สาร โปรแอนโทไซยานิดิน ยังไปจับกับอนุภาคของกัมมันตภาพรังสีทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ และช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดป้องกันโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ยังยับยั้งการเจริญเติบของเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด กระเพาะอาหาร และเม็ดเลือดขาว และยังป้องกันไวรัส HSV-1 และยับยั้งการทำงานของเอมไซม์ reverse transcriptase ใน ไวรัส HIV
การผลิตและการตลาดข้าวเจ้าหอมนิล
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัทเกษตรรุ่งเรืองมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตข้าวเจ้าหอมนิลออกสู่ตลาดผู้บริโภค เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ที่ผ่านมา โดยในข้อตกลงดังกล่าวนี้ พันธุ์ข้าวเจ้าหอมนิลยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นเจ้าของสิทธิบัตร หากมีการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศทั่วโลก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการผลิตข้าวเปลือกที่มีคุณภาพส่งให้กับบริษัทฯ ในราคาประกัน โดยบริษัทคิดราคาให้ในราคาสูงสุดของข้าวขาวดอกมะลิ 105 ณ โรงสี ตามประกาศของกรมการค้าภายใน ในวันที่ส่งข้าวแต่ละครั้ง แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 7,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนเงินทุนส่วนหนึ่งกลับคืนมาจากมูลค่าของข้าวเปลือกที่ส่งให้กับบริษัทฯ เพื่อเป็นการสนับสนุนและพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัย และยังจะได้ค่าตอบแทนสิทธิ์ในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าข้าวเปลือกที่ส่งให้กับบริษัทฯ เป็นเวลา 10 ปีด้วย
ส่วนบริษัทเกษตรรุ่งเรืองมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นผู้รับซื้อข้าวเปลือกจากมหาวิทยาลัย แปรรูป และจำหน่ายข้าวเจ้าหอมนิลในรูปของผลิตภัณฑ์ ข้าวเจ้าหอมนิล เพื่อนไทย และข้าวหอมไตรรงค์ เพื่อนไทย ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตของโลตัส จัสโก้ และท๊อป เนื่องจากข้าวเจ้าหอมนิลเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในโครงการต่อไป บริษัทเอกชนรายอื่น ๆ ที่มีศักยภาพและความสนใจข้าวเจ้าหอมนิลจะได้นำข้าวไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก เช่น น้ำนมข้าว breakfast cereal เป็นต้น...
ข้าวเจ้าหอมนิลมีเมล็ดข้าวกล้องสีดำ แต่ที่จริงคือสีม่วงเข้มที่สะสมอยู่ในส่วนของรำ(pericarp) ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งหมดสามสี คือ สีน้ำตาลอ่อน(procyanidin), สีแดง(peonidin), และสีม่วง(cyanidin) สีทั้งหมดของข้าวเป็นรงควัตถุ(pigments) ที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ flavonoid (ภาพที่1) ในต้นข้าว ซึ่งอาศัย 2 ปัจจัยหลักคือ
1) ปัจจัยของพันธุกรรม(genetic factor) เช่น ระบบการทำงานของยีนควบคุม(regulatory genes) และยีนโครสร้าง(structural genes)
2) ปัจจัยของสภาพแวดล้อม(environment factor) เช่น สภาพของดิน แร่ธาตุ สารอาหาร pH อุณหภูมิ และแสง
จากข้อมูลดังกล่าวจึงทำการศึกษายีนโครสร้างที่สำคัญ คือ CHS(Chalcone synthase), DFR(Dihydroflavonol reductase), ANS(Anthocyanidin synthase) และ ยีนควบคุมที่สำคัญคือ
C1( Colored-1), OSB1(O. sativa Booster1), OSB2 (O. sativa Booster2) และปัจจัยของสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ว่ามีผลต่อลักษณะของสีเมล็ดที่แสดงออกหรือไม่ จากการศึกษาพบว่า ยีนควบคุมที่สำคัญคือ OSB1 ทำหน้าที่ควบคุมการสังเคราะห์สีที่เมล็ดข้าว (ภาพที่ 2) ส่วนยีนโครงสร้างที่มีสำคัญที่มีผลให้สีของเมล็ดข้าวเกิดเข้มขึ้นหรือจางลง คือยีน ANS (ภาพที่ 3) และผลของอุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนทำให้ยีน DFR เกิดการ unsplicing ขึ้นในกระบวนการถอดรหัสสารพันธุกรรม (transcriptional)
จุดเริ่มต้นของ ThaiSRI
ก็แอบแฝงอุปโลกเอาเป็นชื่อเสียสวยหรูเป็นวงใหญ่ ๆ ไว้ แต่ก็พึ่งเริ่มต้นได้นิดเดียวแค่การเรียนรู้ของตนเองตามประสาคนที่อยากแสวงหาที่ยืนบนโลกด้วยการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่เอาเปรียบธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสังคม
แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับการทำนาสักเท่าใดนัก ด้วยมองเห็นความเหนื่อยยาก เคยไปดำนาแล้วปวดหลังแทบหัก ไข้ขึ้นต้องกินยาพาราเป็นแผง และฝังใจเสมอมาว่าไม่จำเป็นต้องทำนาก็มีข้าวกิน เพียงแค่หาเงินได้เยอะ ๆ แล้วซื้อข้าวกินก็แค่นั้นเอง
เมื่อปีที่ผ่านมาก็ยังยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องทำนา ลำพังแค่ซื้อข้าวกินปีละไม่กี่บาท ก็ไม่ต้องลำบาก ยิ่งใครคิดจะทำนาขายข้าว ผู้เขียนมักต่อต้านโดยเฉพาะญาติพี่น้องบางคนที่ทำนาเพื่อให้ได้ข้าวไปขายแต่ละปี มักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับต้นทุน ไม่ว่าจะปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า-แมลง ปี ๆ ดูเหมือนจะหาเงินให้กับพ่อค้านายทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ และมักจะได้คำตอบจากผู้เขียนว่า ให้เอาเงินที่ไปลงทุนเก็บไว้ซื้อข้าวกิน ก็ไม่ต้องเหนื่อยยาก ลำบากทำนาเลย
ถึงแม้วันนี้ก็ยังยืนยันว่าไม่คุ้มค่าเหนื่อยหากจะทำนาขายข้าวแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรเสีย พ่อค้าคนกลางก็ได้กำไรวันยังค่ำ แต่สำหรับเรื่องการปลูกข้าวเป้าหมาย และความคิดในใจของผู้เขียนได้เปลี่ยนไป แตกต่างจากทั่วไปบ้างเพราะผู้เขียนสนใจการปลูกข้าวต้นเดียว ที่นักวิชาการเรียกว่า SRI, System of Rice Intensification
และเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 หลังตรุษจีน 1 วัน ที่ผ่านมานี้ ก็ได้มีโอกาสไปปลูกข้าวแบบต้นเดียว ที่จังหวัดน่าน ก็เริ่มรู้สึกผูกพัน จนเป็นเหตุให้เกิดบล็อกแห่งการเรียนรู้แห่งนี้ขึ้น แต่ยังคิดหาชื่อที่เจ๋ง ๆ เป็นปฐมฤกษ์ไม่ได้จึงใช้ thaisri ไปเสียเลย หวังว่าจะใช้ได้ และพัฒนาให้เป็นบันทึกแห่งการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ในวันข้างหน้าทั้งแก่ตนเอง และผู้สนใจทั่วไป... หากว่าผิดพลาดประการใดก็วอนผู้รู้ต่อเติมสานแต่งข้อมูลให้เกิดประโยชน์ด้วยเถิด...
แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับการทำนาสักเท่าใดนัก ด้วยมองเห็นความเหนื่อยยาก เคยไปดำนาแล้วปวดหลังแทบหัก ไข้ขึ้นต้องกินยาพาราเป็นแผง และฝังใจเสมอมาว่าไม่จำเป็นต้องทำนาก็มีข้าวกิน เพียงแค่หาเงินได้เยอะ ๆ แล้วซื้อข้าวกินก็แค่นั้นเอง
เมื่อปีที่ผ่านมาก็ยังยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องทำนา ลำพังแค่ซื้อข้าวกินปีละไม่กี่บาท ก็ไม่ต้องลำบาก ยิ่งใครคิดจะทำนาขายข้าว ผู้เขียนมักต่อต้านโดยเฉพาะญาติพี่น้องบางคนที่ทำนาเพื่อให้ได้ข้าวไปขายแต่ละปี มักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับต้นทุน ไม่ว่าจะปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า-แมลง ปี ๆ ดูเหมือนจะหาเงินให้กับพ่อค้านายทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ และมักจะได้คำตอบจากผู้เขียนว่า ให้เอาเงินที่ไปลงทุนเก็บไว้ซื้อข้าวกิน ก็ไม่ต้องเหนื่อยยาก ลำบากทำนาเลย
ถึงแม้วันนี้ก็ยังยืนยันว่าไม่คุ้มค่าเหนื่อยหากจะทำนาขายข้าวแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรเสีย พ่อค้าคนกลางก็ได้กำไรวันยังค่ำ แต่สำหรับเรื่องการปลูกข้าวเป้าหมาย และความคิดในใจของผู้เขียนได้เปลี่ยนไป แตกต่างจากทั่วไปบ้างเพราะผู้เขียนสนใจการปลูกข้าวต้นเดียว ที่นักวิชาการเรียกว่า SRI, System of Rice Intensification
และเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 หลังตรุษจีน 1 วัน ที่ผ่านมานี้ ก็ได้มีโอกาสไปปลูกข้าวแบบต้นเดียว ที่จังหวัดน่าน ก็เริ่มรู้สึกผูกพัน จนเป็นเหตุให้เกิดบล็อกแห่งการเรียนรู้แห่งนี้ขึ้น แต่ยังคิดหาชื่อที่เจ๋ง ๆ เป็นปฐมฤกษ์ไม่ได้จึงใช้ thaisri ไปเสียเลย หวังว่าจะใช้ได้ และพัฒนาให้เป็นบันทึกแห่งการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ในวันข้างหน้าทั้งแก่ตนเอง และผู้สนใจทั่วไป... หากว่าผิดพลาดประการใดก็วอนผู้รู้ต่อเติมสานแต่งข้อมูลให้เกิดประโยชน์ด้วยเถิด...
| ผู้ชักนำให้ผู้เขียนรู้จักการปลูกข้าวต้นเดียว |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
